สถิติจำนวนผู้เยี่ยมชม

วันนี้ วันนี้ 73
เมื่อวานนี้ เมื่อวานนี้ 61
อาทิตย์นี้ อาทิตย์นี้ 220
อาทิตย์ที่แล้ว อาทิตย์ที่แล้ว 571
เดือนนี้ เดือนนี้ 895
เดือนที่แล้ว เดือนที่แล้ว 2,819
ทั้งหมด ทั้งหมด 21,340
 

LMS E-Leraning

หมวดหมู่ : บทความ/สาระน่ารู้, ลงข่าวเมื่อ : วันที่ 11 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2559, จำนวนคนดู : 155

ลดขนาดตัวอักษรเพิ่มขนาดตัวอักษร  สั่งพิมพ์ข่าวนี้
ระบบบริหารจัดการการเรียนการสอนแบบโอเพนซอร์ส
Open Source Learning Management System (LMS)
 
ในอดีตที่ผ่านมา ได้มีการจัดการเรียนการสอนโดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการลองผิดลองถูกกันอย่างมากมาย บางครั้งโอกาสเป็นไปได้น้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกันกับการเรียนการสอนที่ใช้ E-Learning ได้มีการทดลองใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีอุปสรรคในเรื่องของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ มีราคาแพง และประสิทธิภาพการใช้งานที่จำกัด ตลอดจนความไม่พร้อมของบุคลากรและเทคโนโลยีเครือข่าย การสื่อสารที่ยังมีข้อจำกัดด้านความเร็ว ทำให้การนำเสนอด้านมัลติมีเดียในส่วนของแอนิเมชัน รูปภาพ กราฟิคมีอัตราการแสดงผลที่ช้ามาก ส่งผลกระทบต่อความสนใจของผู้เรียนอย่างมาก การเรียนการสอนในปัจจุบันได้มีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่าย โดยการเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เรียกว่า E-Learning นับว่าเป็นนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพด้านการเรียนการสอนต่อผู้เรียน โดยการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อกลาง ซึ่งถือว่าเป็นเป็นความสำเร็จทางวิชาการ กระบวนการเรียนการสอนที่ใช้สื่อทันสมัยเปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างมากมาย ทั้งนี้การบริหารจัดการทางวิชาการ และสถาบันทางการศึกษาต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาแนวทางการเรียนรู้โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centered) การสนับสนุนให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ และแรงจูงใจในการเรียนรู้
 
ปัจจุบันงานด้านการพัฒนาสารสนเทศเพื่อการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction : WBI) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้และการแก้ปัญหา มีบทบาทสําคัญมาก ทั้งนี้มาจากสถาบันการศึกษาต?องการประหยัดเวลาในการสร?าง และการพัฒนาบทเรียนรวมถึงการบริหารจัดการบทเรียนผ?านเครือข?าย จึงได?มีการพัฒนาซอฟท?แวร?สำหรับบริหารจัดการเรียนการสอนแบบโอเพนซอร์ส (Open Source) เช?น Moodle Atutor Claroline LearnSquare Vclass เ็ป็นต้น ด้วยการใช้งานที่ง่ายสามารถจัดการเนื้อหาบทเรียนได?ครบถ้วน แก้ไขปรับปรุงดัดแปลงโปรแกรมได้ง่าย โดยไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และการเขียนโปรแกรม จึงช่วยแก้ปญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านการออกแบบ (Web Design) และโปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเว็บไซต์ ถ้ากล่าวถึง Open Source ที่เป็น Freeware สำหรับการศึกษาที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ “ระบบบริหารจัดการการเรียนการสอน” หรือที่เรียกว่า “Learning Management System : LMS” ซึ่งส่วนใหญ่เราจะรู้จักกันในชื่อ “ระบบแอลเอ็มเอส (LMS)” 
 
องค์ประกอบระบบการบริหารจัดการการเรียนการสอน
ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
  1. ระบบจัดการหลักสูตร (Course Management)
    กลุ่มผู้ใช้งานแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารระบบ โดยสามารถเข้าสู่ระบบจากที่ไหน เวลาใดก็ได้ โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ระบบสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้ และ จำนวนบทเรียนได้โดยไม่จำกัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ hardware/software ที่ใช้ และระบบสามารถรองรับการใช้งานภาษาไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ
  2. ระบบการสร้างบทเรียน (Content Management)
    ระบบประกอบด้วยเครื่องมือในการช่วยสร้าง Content ระบบสามารถใช้งานได้ดีทั้งกับบทเรียนในรูป Text - based และบทเรียนใน รูปแบบ Streaming Media 
  3. ระบบการทดสอบและประเมินผล (Test and Evaluation System) มีระบบคลังข้อสอบโดยเป็นระบบการสุ่มข้อสอบสามารถจับเวลาการทำข้อสอบและการตรวจข้อสอบอัตโนมัติ พร้อมเฉลย รายงานสถิติ คะแนน และสถิติการเข้าเรียนของนักเรียน
  4. ระบบส่งเสริมการเรียน (Course Tools)
    ประกอบด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้สื่อสารระหว่าง ผู้เรียน - ผู้สอน และ ผู้เรียน - ผู้เรียน ได้แก่ Web board และ Chat room โดยสามารถเก็บ History ของข้อมูลเหล่านี้ได้
  5. ระบบจัดการข้อมูล (Data Management System)
    ประกอบด้วยระบบจัดการไฟล์และโฟลเดอร์ ผู้สอนมีเนื้อที่เก็บข้อมูลบทเรียนเป็นของตนเอง โดยได้เนื้อที่ตามที่ Admin กำหนดให้
การนำระบบการบริหารจัดการเรียนการสอน (LMS) ไปประยุกต์ใช้งาน
ระบบ LMS เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นในลักษณะที่จัดกระบวนการบริหารจัดการการเรียนการสอนทั้งระบบ โดยที่ผู้ใช้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย และสะดวก ในหน่วยงาน องค์กรต่างๆ อย่างหลากหลาย เช่น สถาบันการศึกษา ศูนย์ฝึกอบรม หน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน โดยการนำไปใช้งานผู้ใช้สามารถปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับหน่วยงาน จุดประสงค์หลักในการพัฒนาระบบขึ้นมาก็เพื่อสร้างระบบการเรียนการสอนและใช้งานในหน่วยงานทั้งระบบ E-Learning หรือระบบ Knowledge Management (KM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานในระบบการบริหารจัดการเรียนการสอน (LMS) นั้นสามารถที่จะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งได้แก่
  1. กลุ่มผู้บริหารระบบ (Administrator)
    ทำหน้าที่ในการติดตั้งระบบ LMS การกำหนดค่าเริ่มต้นของระบบ การสำรองฐานข้อมูล การกำหนดสิทธิ์การเป็นผู้สอน 
  2. กลุ่มอาจารย์หรือผู้สร้างเนื้อหาการเรียน (Instructor / Teacher)
    ทำหน้าที่ในการเพิ่มเนื้อหา บทเรียนต่างๆ เข้าระบบ อาทิ ข้อมูลรายวิชา เอกสารประกอบการสอน การประเมินผู้เรียนโดยใช้ข้อสอบปรนัย อัตนัย การให้คะแนน ตรวจสอบกิจกรรมผู้เรียน ตอบคำถาม และสนทนากับนักเรียน 
  3. กลุ่มผู้เรียน (Student/Guest)
    หมายถึงนักเรียน นักศึกษา ที่สมัครเข้าเรียนตามหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งการทำแบบฝึกหัด ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้สอน
ระบบบริหารจัดการเรียนการสอน (LMS) กับระบบบริหารจัดการเนื้อหา (CMS)
จากความเข้าใจที่ต่างกันของการเรียกชื่อระบบจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บหรือ LMS ซึ่งเป็นคำย่อภาษาอังกฤษ และมีการเรียกโดยใช้คำย่อที่เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันทำให้เกิดความสับสน ดังนั้น ผู้เขียนขอสรุปคำศัพท์และคำย่อหลายๆ คำที่เกี่ยวข้อง คือ คำว่า “ Learning Management System : LMS” เป็นคำหลักที่ใช้ในการเรียกระบบบริหารจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ในระบบอินเทอร์เน็ต แต่บางครั้งก็เกิดความสับสนในการเรียก เพราะระบบบริหารจัดการเรียนการสอนบางประเภท ก็เรียกตัวเองว่า “Course Management System : CMS” หมายถึง ระบบบริหารจัดการรายวิชา แต่ก็มีการนำคำว่า CMS ไปใช้เป็นคำหลักที่ใช้เรียกระบบบริหารจัดการเนื้อหาข้อมูลของเว็บไซต์ คือคำว่า “Contents Management System : CMS” เช่นโปรแกรม Mambo Joomla เป็นต้น นอกจากนี้ระบบบริหารจัดการเรียนการสอน บางประเภทก็ผนวกระบบ LMS กับ CMS เข้าด้วยกัน เรียกว่า “Learning Content Management System : LCMS” หมายถึง ระบบบริหารจัดการเนื้อหาการเรียนการสอน เพื่อให้ระบบสามารถบริหารจัดการเนื้อหาหรือข้อมูลข่าวสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ความหมายหรือการนำไปใช้งานของระบบบริหารจัดการเรียนการสอน (LMS) กับระบบบริหารจัดการเนื้อหา (CMS) จะมีความต่างกัน แต่ก็มีลักษณะที่เหมือนกัน โดยสรุปได้ ดังนี้
  1. เป็นโปรแกรมฟรีและเปิดเผย Code
  2. ต้องติดตั้งให้ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
  3. มีการต่อเชื่อมระบบฐานข้อมูล
  4. มีระบบการลงทะเบียนผู้ใช้
  5. มีเครื่องมือที่ใช้จัดการเนื้อหา
  6. มีระบบการบริหารจัดการ (Administrator)

เนื่องจากมีองค์ประกอบหลายอย่างของระบบที่เหมือนกัน ทำให้การนำไปใช้งานในการจัดการเนื้อหาหรือทำเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว จะไม่เห็นข้อแตกต่าง เพราะสามารถใช้งานได้เหมือนกัน 

สรุป
ปัจจุบันการเรียนการสอนได้มีการพัฒนา E-Learning มาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีการสร้าง Software การบริหารจัดการการเรียนการสอนในรูปแบบ E-Learning ขึ้นมากมายทั้งที่เป็น Open Source หรือเป็น software ที่มีลิขสิทธิ์ ต่างๆ ซึ่งในการพัฒนาระบบ E-Learning ในปัจจุบัน ได้นำ“ระบบบริหารจัดการเรียนการสอนที่เรียกว่าระบบแอลเอ็มเอส (LMS)” หรือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอน ผ่านทางเว็บไซต์ที่ประกอบด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการจัดกลุ่มเนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ การสื่อสารโต้ตอบระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน โดยมีมาตรฐาน SCORM เป็นมาตรฐานที่ทำให้เนื้อหาที่ได้พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานทรัพยากรการเรียนการสอนร่วมกัน และติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ ดังนั้น การนำระบบแอลเอ็มเอส (LMS) มาประยุกต์ใช้จะทำให้เกิดคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพ ในด้านการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น
 
เอกสารอ้างอิง
  1. ถนอมพร (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง. (2545). Designing e-Learning หลักการออกแบบและการสร้างเว็บเพื่อการเรียนการสอน. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
  2. ประชาลักษณ์ หนุนทรัพย์. (ม.ป.ป.). รู้จัก LMS. ค้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 จาก, http://www.thmambo.com
  3. ภาณุภณ พสุชัยสกุล.( 2550). OpenSource 2 Day. กรุงเทพฯ: ฐานการพิมพ์. 
  4. วรัท พฤกษากุลนันท์.(2545). มาตรฐานอีเลิร์นนิงในปัจจุบันไปถึงไหน. ค้นเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2550 จาก, http://www.edtechno.com/1/index.php?option=comcontent&task=view&id=106&Itemid=1
  5. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (2550). โอเพนซอร์ส. ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2550 จาก, http://th.wikipedia.org.
  6. สาส์มศิริ เนตรประเสริฐ (2548). ความหมายของ LMS. ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2550 จาก, http://203.158.122.114/moodle/mod/resource/view.php?inpopup=true&id=973

บทความ/สาระน่ารู้อื่น ๆ